<< December >> S M T W T F S 30 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 1 2 3 << 2008>>
<< December >>
S
M
T
W
F
30
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
31
<< 2008>>
@ Thai Movie in Denmark~ ปลื้มใจหนังไทย อาหารไทย~....@^^@ Recipe For Love~ ข้าวหมกไก่ +ไก่สะเต๊ะ ณ เดนมาร์ก~....@^^@ Tag 70 ~ เรียนรู้กันด้วย แท็คเจ็ดสิบข้อ ~........@^^@ Berlin Trip 6 : Goodbye Berlin~ เสน่ห์เบอร์ลิน ที่ไม่มีวันลืม~..@^^@ Berlin Trip5 : Lovely Berlin ~มุมน่ารักๆ ของเบอร์ลิน~......@^^@ Berlin Trip4 : The Jewish Museum Berlin ~~...... @^^@ Berlin Trip3 : City of Architectures~ สถาปนิกพาเที่ยว~....@^^@ Berlin Trip2 : Berlin by Night ~ สีสันค่ำคืนที่เบอร์ลิน~....@^^@ Berlin Trip1: Copenhagen To Berlin~ เริ่มต้นทริป~..@^^@ Das Ist Berlin : This is Berlin ~ กลับจากทริปเบอร์ลิน~..@^^@ Surprise Trips ~ ไปทะเล และไปเบอร์ลิน ~........ @^^
ไดอารี่ที่ชื่นชอบKrabi Trip 2007Denmark Trip 2007Japan Trip 2006Life in Denmark 2006Where is Greenland ?Wedding DayHoneymoon Trip..Ilulissat with IcebergsMy CookingLife in Greenland 1st AnniversaryTag แห่งความรัก
C l i c k
ครัวโอ๊ตโตโต้
How To ไปขั้วโลกเหนือ
ชีวิตที่ขั้วโลกเหนือ
ทะเลกระบี่
เรื่องราวของความรัก
ตะกายกำแพงเบอร์ลิน
ซัมเมอร์ฮอลิเดย์
ทริปแห่งความรัก
เที่ยวอิสตันบูล
Message to me
@ Berlin Trip4 : The Jewish Museum Berlin ~~...... @^^
วันพฤหัสบดี20 March 2008Berlin, GERMANYTemp. 2 degree celsius, SunnySunrise 6 AM. Sunset 6 PM. ไดหน้าก่อน อาจจะเข้าใจยากหน่อย หน้านี้จะยิ่งหนักขึ้นไปอีก..อิอิเพราะยังคงเป็นงานสถาปัตยกรรม (ที่เข้าใจยาก..รึป่าว?)แต่ก็อยากเขียนบันทึกการเดินทางของตัวเองไว้และเผื่อใครที่ได้ผ่านมาอ่าน ก็จะได้อะไรเล็กๆน้อยๆกลับไปบ้าง.. ขอบคุณคอมเม้นจากหลายๆคน ในหน้าที่แล้วมากๆนะคะ..ซาบซึ้งใจจริงๆ ที่อุตส่าห์พยายามเข้าใจสิ่งที่เขียนไป.. เหตุผลหลักที่อยากมาเที่ยวเบอร์ลินที่สุด..ก็คือ อยากมาดูงานสถาปัตยกรรม.. ที่สุดของที่สุด คือที่นี่.. "The Jewish Museum Berlin"(พิพิธภัณฑ์ชาวยิว เบอร์ลิน) โดยสถาปนิกชาวอเมริกันเชื้อสายโปแลนด์ "Daniel Libeskind" เราสองคนชื่นชอบผลงานของเค้า ชิ้นนี้มากๆๆ เคยดูในหนังสือ ตั้งแต่ตอนเรียนถาปัดฯวันนี้ดีใจ..ตื่นเต้นมากๆที่จะได้มาเห็นของจริง..อิอิ @ ภาพของตึกจากมุมสูง (Thanks : danial-libeskind.com) @ เป็น หนึ่งในสถาปัตยกรรมที่มีชื่อเสียงมากๆของเบอร์ลินรูปร่างหน้าตาอาจจะแปลกๆสักหน่อย ถ้าดูจากมุมสูงจะเห็นเป็นรูป "ซิกแซ็ก"เค้าได้เปรียบรูปทรงซิกแซ็ก คือ ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับชาวยิวในสมัยนั้น สังเกตุ ว่าไปทางไหนๆในเบอร์ลิน ก็มีแต่เรื่องของชาวยิวเพราะในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ชาวยิวในยุโรปจำนวนกว่า 6 ล้านคน ถูกฆ่าอย่างทรมานจากความคิดการล้างเผ่าพันธ์ชาวยิว ของอดอล์ฟ ฮิตเล่อร์ ผู้นำพรรคนาซีสมัยนั้น (อ่านข้อมูลเพิ่มเติม http://en.wikipedia.org/wiki/The_Holocaust) @ ด้านหน้าของพิพิธภัณฑ์ @ ไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ด้วยกันนะ.. ทางเข้าหลักของพิพิธภันฑ์นี้ จะอยู่ที่ตึกเก่า..เราใช้ตั๋วรถไฟแบบ "City Tour Card"ยื่นให้เจ้าหน้าที่ดู ก็จะได้เข้าพิพิธภัณฑ์ฟรี.. แล้วลงไปชั้นใต้ดินของอาคารตรงนี้ละจุดสำคัญเลย คอนเซ็ปของพิพิธภัณฑ์.. สถาปนิกได้ออกแบบพิพิธภัณฑ์ แบ่งเป็น 3 Axis (เส้นทาง) @ main exhibition @ Axis ที่ 1 "Axis of The Holocaust" - เส้นทางแห่งการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ เป็นทางเดินที่สุดปลายทางเดิน จะเป็นผนังสีดำพอเราเปิดประตูบานใหญ่สีดำเข้าไปก็จะเจอ ผนังสีดำสูงกว่าสิบเมตร และมีช่องแสงเล็กๆอยู่ตรงมุมบน @ Axis of the holocaust @ ตรงนี้สถาปนิก เปรียบห้องนี้คือ "The Tower of the Holocaust" หอคอยแห่งการล้างเผ่าพันธ์ความรู้สึกที่สัมผัสได้ตรงนี้คือ ความหนาวยะเยือก..เสียงที่เงียบ มีแต่เสียงของลม และช่องแสงเล็กๆ @ The Tower of the holocaust @ ความรู้สึก อึดอัด ว่างเปล่า..และความหวังที่ริบหรี่ เปรียบเสมือนตอนที่ชาวยิวหลายคนถูกส่งขึ้นรถไฟที่แน่นแออัด ไปยังที่กักกันชาวยิวพวกเค้าเห็นแต่เพียง ลำแสงเล็กๆที่ทอดมาจากช่องเล็กๆของรถไฟ Axis ที่ 2 "Axis of Exile" - เส้นทางแห่งการถูกเนรเทศ เดินจากเส้นทางนี้ จะเจอกับช่องแสงสว่าง ออกไปด้านนอกตัวตึก จะเจอสวนต้นไม้ที่มีลำต้นเป็นแท่งคอนกรีต..ตรงนี้เรียกว่า "The Garden of Exile" @ Axis of Exile @ @ The Garden of Exile @ แสดงถึง..การถูกเนรเทศอพยพหนีไปอยู่กระจายในที่ต่างๆของโลกแต่สถาปนิกพยายามทำสวนให้เอียงเล็กน้อย ไม่ราบตรงเหมือนการเดินทางที่มีความยากลำบาก Axis ที่ 3 "Axis of Continuity" - เส้นทางแห่งความต่อเนื่อง เปรียบเสมือนการเดินทาง ความทรมานที่ไม่รู้จุดจบตรงนี้จะเป็นทางเดินขึ้นบันได ไปยังพิพิธภัณฑ์ในส่วนต่างๆ.. @ Axis of Continuity @ Axis ทั้งสามอัน คือ หัวใจหลักของการสื่อความหมายพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ที่ "Daniel Libeskind" พยายามทำขึ้นมา และเรารู้สึกว่า มันลึกซึ้งมากๆ.. และก็ให้ความรู้สึก หดหู่ ในเวลาเดียวกัน..สงสารคนยิวที่บริสุทธิ์ในสมัยนั้นมากๆๆด้วย.. ต่อจากตรงนี้ เราก็เดินไปพิพิธภัณฑ์ที่ชั้นหนึ่งตรงนี้จะเป็นช่องเปิดโล่ง อยู่ในอาคารเรียกว่า "The Void of Memory" @ The void of memory @ มีงานศิลปะที่เราชอบมากๆๆ..ทีแรกเดินไปก็ว่าเฉยๆ เป็นแค่ช่องแสงธรรมดา.. แต่พอมีคนเดินบนพื้น เสียงของแท่งเหล็กกลมๆก็ดังระงมเลย..เพิ่งมาเข้าใจทีหลังว่า มันคือคอนเซ็ปของงานศิลปะ ที่ชื่อ "Shalechet -Fallen Leaves" @ The fallen leaves @ คนออกแบบ คือ "Menashe Kadishman" เค้าออกแบบแท่งเหล็ก กลมๆ หน้าเหมือนคน อ้าปากหวอ..จำนวน 10,000 กว่าชิ้น วางบนพื้นคอนกรีต @ โอยย...เจ็บๆๆ..... @ ลองเดิน เองถึงจะเข้าใจความหมายที่เค้าคิดขึ้นมาเวลาเราเดินไป จะเหมือนเราเดินบนหน้าของคนเสียงของเหล็กที่กระทบกันดังระงม เปรียบเสมือน ความรู้สึกถึงความเจ็บปวดของเหยื่อชาวยิวที่บริสุทธ์.. C l i p : Walk through the Fallen Leaves(ลองเดินไปด้วยกันนะ..) บางอันเป็นหน้าเล็กๆ คิดว่าเค้าคงสื่อถึงเด็กพอเราเดินบนหน้าเหล่านี้แล้ว รู้สึกหดหู่และขนลุกมากๆๆ งานศิลปะชิ้นนี้ทำให้เราเข้าถึงความรู้สึกนี้จริงๆ.. แล้วก็ไปดู พิพิธภัณฑ์ ในส่วนต่างๆ ส่วนใหญ่แล้วก็เกี่ยวกับความเป็นมา ครอบครัวของชาวยิว ประสบการณ์ที่บันทึกลงในไดอารี่ ที่หลายคนรู้จักเช่น ของ Anne Franks..แต่ไดอารี่ตัวจริงไม่ได้อยู่ที่นี่หรอกนะน่าจะอยู่ที่พิพิธภัณฑ์แอนนา แฟรงค์ ที่อัมสเตอร์ดัม..(เราเคยไปมาแล้ว..อิอิ) @ ภายในพิพิธภัณฑ์.. @ ระหว่างทาง..จะเห็นช่องหน้าต่างในพิพิธภัณฑ์เป็นรูปแปลกๆ สถาปนิกต้องการสื่อถึง รอยแผลอันเจ็บปวดของชาวยิว.. @ บาดแผลที่เจ็บปวด จารึกไว้บนผนัง.. @ @ ช่วงเวลาสำคัญต่างๆ @ @ ห้องนี้บอกเล่า..เรื่องราวของชาวยิวรุ่นใหม่ ที่ครอบครัวได้เผชิญกับช่วงเวลาอันเลวร้าย @ ยังมี อะไรอีกหลายอย่างที่ยังเขียนไม่หมด พิพิธภัณฑ์ก็ค่อนข้างใหญ่ด้วย ต้องใช้เวลาดูนิดนึง เราเดินไม่ทั่วหรอกนะ ไว้มีโอกาสจะกลับมาอีก.. @ ที่รักกำลังฟังอะไรสักอย่าง.. @ แต่ก็ได้อะไรหลายๆอย่างกลับมา..อาจจะพาให้เศร้า หดหู่ แต่นี่คือ..ความจริงที่เกิดขึ้นในอดีตที่เราจะต้องไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก ซ้ำสอง.. สิ่งที่จะทำให้โลกนี้ไม่มีสงคราม มีแต่ความสงบสุข..นั่นคือ.. ความรัก.. ความ เสมอภาค และ เคารพความแตกต่าง ของกันและกัน.. อิ่มอกอิ่มใจที่ได้มาพิพิธภัณฑ์ ที่ตั้งใจมาไม่ผิดหวังเลยจริงๆ.. วันนี้ยังไม่จบนะ..ช่วงเย็นเราจะไปช็อปปิ้ง และทานอาหารอร่อยๆกัน..แอบเจอมุมน่ารักๆที่เบอร์ลินด้วยละ..ไว้จะมาเขียนต่อครั้งต่อไปจ๊ะ.. วันนี้ฝันดี ราตรีสวัสดิ์ อรุณสวัสดิ์มีความสุขทุกๆวันนะ.. ปล.ขอบคุณทุกข้อความและมิตรภาพดีๆนะคะ ได้อ่านหมดค่ะ และจะฝากข้อความให้เพื่อนที่ไม่เขียนไดในคอมเม้นสุดท้ายหน้าก่อนนะ ว่างๆจะแวะไปทักทายกันนะคะ คิดถึงเสมอๆ ^^ ** ข้อมูลได้มาจาก หลายๆแหล่ง ถ้าต้องการอ้างอิงกรุณาตามลิงค์ข้างล่างนะLink to Daniel Libeskind Link to Jewish Museum BerlinLink to Wikipedia_Jewish Museum Berlin Edit : text + picture 16.Mercy (Meeker Mix) - Bliss Mercy : Bliss
วันพฤหัสบดี20 March 2008Berlin, GERMANYTemp. 2 degree celsius, SunnySunrise 6 AM. Sunset 6 PM.
ไดหน้าก่อน อาจจะเข้าใจยากหน่อย
หน้านี้จะยิ่งหนักขึ้นไปอีก..อิอิเพราะยังคงเป็นงานสถาปัตยกรรม (ที่เข้าใจยาก..รึป่าว?)แต่ก็อยากเขียนบันทึกการเดินทางของตัวเองไว้และเผื่อใครที่ได้ผ่านมาอ่าน ก็จะได้อะไรเล็กๆน้อยๆกลับไปบ้าง..
ขอบคุณคอมเม้นจากหลายๆคน ในหน้าที่แล้วมากๆนะคะ..ซาบซึ้งใจจริงๆ ที่อุตส่าห์พยายามเข้าใจสิ่งที่เขียนไป..
เหตุผลหลักที่อยากมาเที่ยวเบอร์ลินที่สุด..ก็คือ อยากมาดูงานสถาปัตยกรรม..
ที่สุดของที่สุด คือที่นี่..
"The Jewish Museum Berlin"(พิพิธภัณฑ์ชาวยิว เบอร์ลิน)
โดยสถาปนิกชาวอเมริกันเชื้อสายโปแลนด์ "Daniel Libeskind" เราสองคนชื่นชอบผลงานของเค้า ชิ้นนี้มากๆๆ
เคยดูในหนังสือ ตั้งแต่ตอนเรียนถาปัดฯวันนี้ดีใจ..ตื่นเต้นมากๆที่จะได้มาเห็นของจริง..อิอิ
@ ภาพของตึกจากมุมสูง (Thanks : danial-libeskind.com) @
เป็น หนึ่งในสถาปัตยกรรมที่มีชื่อเสียงมากๆของเบอร์ลินรูปร่างหน้าตาอาจจะแปลกๆสักหน่อย ถ้าดูจากมุมสูงจะเห็นเป็นรูป "ซิกแซ็ก"เค้าได้เปรียบรูปทรงซิกแซ็ก คือ ความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับชาวยิวในสมัยนั้น
สังเกตุ ว่าไปทางไหนๆในเบอร์ลิน ก็มีแต่เรื่องของชาวยิวเพราะในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ชาวยิวในยุโรปจำนวนกว่า 6 ล้านคน ถูกฆ่าอย่างทรมานจากความคิดการล้างเผ่าพันธ์ชาวยิว ของอดอล์ฟ ฮิตเล่อร์ ผู้นำพรรคนาซีสมัยนั้น
(อ่านข้อมูลเพิ่มเติม http://en.wikipedia.org/wiki/The_Holocaust)
@ ด้านหน้าของพิพิธภัณฑ์ @
ไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ด้วยกันนะ..
ทางเข้าหลักของพิพิธภันฑ์นี้ จะอยู่ที่ตึกเก่า..เราใช้ตั๋วรถไฟแบบ "City Tour Card"ยื่นให้เจ้าหน้าที่ดู ก็จะได้เข้าพิพิธภัณฑ์ฟรี..
แล้วลงไปชั้นใต้ดินของอาคารตรงนี้ละจุดสำคัญเลย คอนเซ็ปของพิพิธภัณฑ์..
สถาปนิกได้ออกแบบพิพิธภัณฑ์ แบ่งเป็น 3 Axis (เส้นทาง)
@ main exhibition @
Axis ที่ 1
"Axis of The Holocaust" - เส้นทางแห่งการฆ่าล้างเผ่าพันธ์
เป็นทางเดินที่สุดปลายทางเดิน จะเป็นผนังสีดำพอเราเปิดประตูบานใหญ่สีดำเข้าไปก็จะเจอ ผนังสีดำสูงกว่าสิบเมตร และมีช่องแสงเล็กๆอยู่ตรงมุมบน
@ Axis of the holocaust @
ตรงนี้สถาปนิก เปรียบห้องนี้คือ "The Tower of the Holocaust"
หอคอยแห่งการล้างเผ่าพันธ์ความรู้สึกที่สัมผัสได้ตรงนี้คือ ความหนาวยะเยือก..เสียงที่เงียบ มีแต่เสียงของลม และช่องแสงเล็กๆ
@ The Tower of the holocaust @
ความรู้สึก อึดอัด ว่างเปล่า..และความหวังที่ริบหรี่
เปรียบเสมือนตอนที่ชาวยิวหลายคนถูกส่งขึ้นรถไฟที่แน่นแออัด ไปยังที่กักกันชาวยิวพวกเค้าเห็นแต่เพียง ลำแสงเล็กๆที่ทอดมาจากช่องเล็กๆของรถไฟ
Axis ที่ 2
"Axis of Exile" - เส้นทางแห่งการถูกเนรเทศ
เดินจากเส้นทางนี้ จะเจอกับช่องแสงสว่าง ออกไปด้านนอกตัวตึก จะเจอสวนต้นไม้ที่มีลำต้นเป็นแท่งคอนกรีต..ตรงนี้เรียกว่า "The Garden of Exile"
@ Axis of Exile @
@ The Garden of Exile @
แสดงถึง..การถูกเนรเทศอพยพหนีไปอยู่กระจายในที่ต่างๆของโลกแต่สถาปนิกพยายามทำสวนให้เอียงเล็กน้อย ไม่ราบตรงเหมือนการเดินทางที่มีความยากลำบาก
Axis ที่ 3
"Axis of Continuity" - เส้นทางแห่งความต่อเนื่อง
เปรียบเสมือนการเดินทาง ความทรมานที่ไม่รู้จุดจบตรงนี้จะเป็นทางเดินขึ้นบันได ไปยังพิพิธภัณฑ์ในส่วนต่างๆ..
@ Axis of Continuity @
Axis ทั้งสามอัน คือ หัวใจหลักของการสื่อความหมายพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ที่ "Daniel Libeskind" พยายามทำขึ้นมา
และเรารู้สึกว่า มันลึกซึ้งมากๆ..
และก็ให้ความรู้สึก หดหู่ ในเวลาเดียวกัน..สงสารคนยิวที่บริสุทธิ์ในสมัยนั้นมากๆๆด้วย..
ต่อจากตรงนี้ เราก็เดินไปพิพิธภัณฑ์ที่ชั้นหนึ่งตรงนี้จะเป็นช่องเปิดโล่ง อยู่ในอาคารเรียกว่า "The Void of Memory"
@ The void of memory @
มีงานศิลปะที่เราชอบมากๆๆ..ทีแรกเดินไปก็ว่าเฉยๆ เป็นแค่ช่องแสงธรรมดา..
แต่พอมีคนเดินบนพื้น เสียงของแท่งเหล็กกลมๆก็ดังระงมเลย..เพิ่งมาเข้าใจทีหลังว่า มันคือคอนเซ็ปของงานศิลปะ ที่ชื่อ
"Shalechet -Fallen Leaves"
@ The fallen leaves @
คนออกแบบ คือ "Menashe Kadishman"
เค้าออกแบบแท่งเหล็ก กลมๆ หน้าเหมือนคน อ้าปากหวอ..จำนวน 10,000 กว่าชิ้น วางบนพื้นคอนกรีต
@ โอยย...เจ็บๆๆ..... @
ลองเดิน เองถึงจะเข้าใจความหมายที่เค้าคิดขึ้นมาเวลาเราเดินไป จะเหมือนเราเดินบนหน้าของคนเสียงของเหล็กที่กระทบกันดังระงม เปรียบเสมือน ความรู้สึกถึงความเจ็บปวดของเหยื่อชาวยิวที่บริสุทธ์..
C l i p : Walk through the Fallen Leaves(ลองเดินไปด้วยกันนะ..)
บางอันเป็นหน้าเล็กๆ คิดว่าเค้าคงสื่อถึงเด็กพอเราเดินบนหน้าเหล่านี้แล้ว รู้สึกหดหู่และขนลุกมากๆๆ
งานศิลปะชิ้นนี้ทำให้เราเข้าถึงความรู้สึกนี้จริงๆ..
แล้วก็ไปดู พิพิธภัณฑ์ ในส่วนต่างๆ
ส่วนใหญ่แล้วก็เกี่ยวกับความเป็นมา ครอบครัวของชาวยิว ประสบการณ์ที่บันทึกลงในไดอารี่ ที่หลายคนรู้จักเช่น ของ Anne Franks..แต่ไดอารี่ตัวจริงไม่ได้อยู่ที่นี่หรอกนะน่าจะอยู่ที่พิพิธภัณฑ์แอนนา แฟรงค์ ที่อัมสเตอร์ดัม..(เราเคยไปมาแล้ว..อิอิ)
@ ภายในพิพิธภัณฑ์.. @
ระหว่างทาง..จะเห็นช่องหน้าต่างในพิพิธภัณฑ์เป็นรูปแปลกๆ สถาปนิกต้องการสื่อถึง รอยแผลอันเจ็บปวดของชาวยิว..
@ บาดแผลที่เจ็บปวด จารึกไว้บนผนัง.. @
@ ช่วงเวลาสำคัญต่างๆ @
@ ห้องนี้บอกเล่า..เรื่องราวของชาวยิวรุ่นใหม่ ที่ครอบครัวได้เผชิญกับช่วงเวลาอันเลวร้าย @
ยังมี อะไรอีกหลายอย่างที่ยังเขียนไม่หมด
พิพิธภัณฑ์ก็ค่อนข้างใหญ่ด้วย ต้องใช้เวลาดูนิดนึง เราเดินไม่ทั่วหรอกนะ ไว้มีโอกาสจะกลับมาอีก..
@ ที่รักกำลังฟังอะไรสักอย่าง.. @
แต่ก็ได้อะไรหลายๆอย่างกลับมา..อาจจะพาให้เศร้า หดหู่ แต่นี่คือ..ความจริงที่เกิดขึ้นในอดีตที่เราจะต้องไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก ซ้ำสอง..
สิ่งที่จะทำให้โลกนี้ไม่มีสงคราม มีแต่ความสงบสุข..นั่นคือ..
ความรัก..
ความ เสมอภาค และ เคารพความแตกต่าง ของกันและกัน..
อิ่มอกอิ่มใจที่ได้มาพิพิธภัณฑ์ ที่ตั้งใจมาไม่ผิดหวังเลยจริงๆ..
วันนี้ยังไม่จบนะ..ช่วงเย็นเราจะไปช็อปปิ้ง และทานอาหารอร่อยๆกัน..แอบเจอมุมน่ารักๆที่เบอร์ลินด้วยละ..ไว้จะมาเขียนต่อครั้งต่อไปจ๊ะ..
วันนี้ฝันดี ราตรีสวัสดิ์ อรุณสวัสดิ์มีความสุขทุกๆวันนะ..
ปล.ขอบคุณทุกข้อความและมิตรภาพดีๆนะคะ ได้อ่านหมดค่ะ และจะฝากข้อความให้เพื่อนที่ไม่เขียนไดในคอมเม้นสุดท้ายหน้าก่อนนะ ว่างๆจะแวะไปทักทายกันนะคะ คิดถึงเสมอๆ ^^
** ข้อมูลได้มาจาก หลายๆแหล่ง ถ้าต้องการอ้างอิงกรุณาตามลิงค์ข้างล่างนะLink to Daniel Libeskind Link to Jewish Museum BerlinLink to Wikipedia_Jewish Museum Berlin
Edit : text + picture
16.Mercy (Meeker Mix) - Bliss
Mercy : Bliss